ละไม มิวสิค
ละไม ไทยแลนด์
ละไม วาไรตี้
ละไม ต่างแดน
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา




Visit Korea

เกาหลีใต้   ตอนที่ 1                                   

 

เรื่องโดย   ทีมงานละไม

 

            เมื่อพูดถึงประเทศที่กำลังเกาะกระแส มาแรงแซงโค้งอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนัง เพลง แฟชั่นเสื้อผ้า หน้า ผม ก็คงจะเป็นประเทศไหนไปไม่ได้ นอกจากประเทศเกาหลี ในช่วงนี้ถ้าใครมีหน้าตาในแบบ Asian Looks ไว้ผมเป๋ปัด ๆ ในสไตล์เกาหลี ก็ถือว่าอินเทรนด์สุด ๆ เลยล่ะค่ะ          

            ประเทศเกาหลี ตั้งอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี ต่อมาราว พ.ศ. 2493 คาบสมุทราเกาหลีก็ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) เนื่องจากผลของสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ ในอดีตประชาชนของทั้งสองประเทศถูกห้ามไปมาหาสู่กัน หรือติดต่อสื่อสารถึงกัน ไม่ว่าจะทางโทรศัพท์ หรือจดหมาย แต่ปัจจุบันรัฐบาลของทั้งสองอนุญาตให้ติดต่อไปมาหาสู่กันได้แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543

 

เกาหลีเหนือมีประชากรประมาณ 25 ล้านคน ส่วนเกาหลีใต้มีประมาณ 47 ล้านคน แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่าทั้งสองประเทศมีนามสกุลใช้เพียงแค่ 300 กว่านามสกุลเท่านั้นเอง ดังนั้นชาวเกาหลีจึงมีนามสกุลซ้ำ ๆ กันเยอะทั้งที่ไม่ได้เป็นญาติกัน นามสกุลที่นิยมใช้กันมาก คือ คิม ลี ปัก ฮัน คัง ยู ยุน อัน ชัง โช  ชอง ชี่อคนเกาหลีประกอบด้วยตัวอักษรจีน 3 ตัว ซึ่งออกเสียงเป็นภาษาเกาหลี 3 พยางค์ คำแรกเป็นนามสกุล อีกสองคำถัดมาเป็นชื่อตัว ชาวเกาหลีทั่วประเทศใช้นามสกุล คิม ประมาณร้อยละ 20 ส่วนร้อยละ 15 ใช้นามสกุล ลี และ ปัก ทั้งสามนามสกุลรวมแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ จึงมีเรื่องกล่าวกันว่า ถ้าเราปาสิ่งของเข้าไปที่กลุ่มชาวเกาหลี อย่างน้อยที่สุดผู้ที่ถูกปาโดนต้องมีคนในสามนามสกุลนี้ และผู้หญิงเกาหลีหลังจากแต่งงานแล้วก็ไม่เปลี่ยนนามสกุลตามสามี จะยังคงใช้นามสกุลของตัวเองไปตลอด

 

ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยภูเขาเสีย 70% ดังนั้นถึงแม้ว่าเรายืนอยู่ในกรุงโซลเมืองหลวงที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย เราก็ยังมองเห็นภูเขา เนื่องจากเป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยภูเขา

            ฤดูกาลแบ่งเป็น 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม อากาศจะร้อนชื้น ด้วยภาวะภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้มีฝนตกหนักมากขึ้นในฤดูร้อน ส่วนฤดูใบไม้ร่วง เริ่มเดือนกันยายน ถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นฤดูเก็บเกี่ยวและชาวเกาหลีจะชอบฤดูนี้มากที่สุด เพราะท้องฟ้าสดใส อากาศดี โดยเฉพาะตามชนบทมีเทศกาลงานพื้นเมืองมากในช่วงนี้ สังเกตว่าเป็นฤดูที่บรรดาหนังรักโรแมนติคมักชอบไปถ่ายทำในช่วงเวลานี้ เพราะต้นไม้ใบไม้จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงบ้าง เหลืองบ้าง หรือบางต้นก็ร่วงหมดเหลือแต่กิ่งก้าน เวลาเดินอยู่บนใบไม้แห้ง ๆ ได้ยินเสียงกร๊อบแกร๊บ รู้สึกมันโรแมนติคยังไงไม่รู้  หากถามว่า ถ้าจะไปเที่ยวเกาหลีควรไปช่วงไหนถึงจะสวยงาม ดิฉันก็ขอแนะนำเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเหมาะมากค่ะ เริ่มประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม เพราะอากาศกำลังพอดี ไม่หนาวจนเกินไป และที่สำคัญเป็นช่วงที่ต้นไม้ ดอกไม้ ออกดอกผลิใบสวยงามสดชื่น ส่วนฤดูหนาวเริ่มประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน ถึง ต้นเดือนมีนาคม อากาศจะแห้ง อุณหภูมิจะต่ำมากถึงขั้นติดลบ 10-15 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว อากาศหนาวจัดมากจนหิมะตกขาวโพลนไปหมด ช่วงนี้กิจกรรมที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ การเล่นสกีหิมะ  สนนราคาค่าเล่นก็ไม่แพงมากเท่ากับทางฝั่งยุโรป ค่าเช่าสกีและตั๋วขึ้นลิฟท์(กระเช้าลอยฟ้า) มีราคาตั้งแต่ 15,000 -50,000 วอน และช่วงฤดูกาลนี้ทางบริษัทนำเที่ยวต่าง ๆ ก็จะจัดนำเที่ยวบวกพ่วงโปรแกรมสกีทัวร์เข้าไปด้วย มีสกีรีสอร์ทหลายแห่งเปิดให้บริการ ซึ่งโปรแกรมทัวร์บางโปรแกรมก็จัดให้นอนที่สกีรีสอร์ทเลย บางโปรแกรมก็ไปเที่ยวครึ่งวัน แล้วก็เดินทางไปเที่ยวที่อื่นต่อ

           

              การเดินทางมาเกาหลี อาจเลือกเที่ยวบินออกจากกรุงเทพฯ ตอนดึก ๆ ก็ได้ แล้วนอกพักผ่อนบนเครื่อง พอเช้าตรู่ก็ถึงแล้ว หากบินตรงก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง เวลาในเกาหลีเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง  จุดหมายแรกเลยคือ กรุงโซล เมืองหลวง อยู่ริมฝั่งแม่น้ำฮันกัง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวเกาหลี เป็นเมืองใหญ่อันดับสิบของโลก มีประชากรหนาแน่นประมาณ 10 กว่าล้านคน เป็นนครที่ผสมผสานเรื่องราวของอดีตและปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน ที่นี่มีทั้งพระราชวังโบราณ ศาสนสถาน ประตูเมือง อุทยานเก่าแก่ พิพิธภัณฑ์ ศิลปกรรมที่สะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองในอดีต ผสานกับ ตึกสูงระฟ้า การจราจรอันคับคั่ง ความทันสมัยของเทคโนโลยี ทำให้เป็นนครที่คึกคักมีชีวิตชีวา

 

สถานที่สำคัญที่แสดงถึงสถาปัตยกรรมของเกาหลีโบราณ ที่นักท่องเที่ยวต้องไปเยือนคือ พระราชวังโบราณ ในกรุงโซลมี 4 แห่ง ได้แก่ เคียงบ๊อกกุง  ทอกซูกุง  ชังดอกกุง และชังกองกุง  แต่พระราชวังที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละวันเห็นจะเป็น เคียงบ๊อกกุง  มีอายุราว 500-600 ปี สร้างโดยพระเจ้าแทโจ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ โซชอน ภายในบริเวณพระราชวังมีอาคารสถาปัตยกรรมแบบเกาหลีโบราณสวยงามหลายหลัง อาทิ คึนจองจ็อน ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับออกว่าราชการ เป็นอาคารกว้างใหญ่ หลังคาสูงสองชั้น ภายในมีพระราชบัลลังก์ตั้งเด่นเป็นสง่า ท้องพระโรงตั้งอยู่บนพื้นสองระดับ สามารถขึ้นข้างบนได้ทางบันไดหินทั้งสี่ด้าน บันไดแต่ละด้านและที่มุมทั้งสี่จะมีตัวแฮแท เป็นหินแกะสลักเป็นสัตว์ประหลาดคล้ายสิงโตจีน ชาวเกาหลีเชื่อว่าเป็นตัวกินไฟ ทำไว้เพื่อเป็นเครื่องป้องกันไฟ ด้านหลังท้องพระโรงมีพระที่นั่ง 3 พระองค์ ได้แก่ พระที่นั่งซาจองจ็อน เป็นที่สำหรับกษัตริย์ทรงใช้ปรึกษาข้อราชการต่าง ๆ กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ส่วนพระที่นั่งช็อนชูจ็อน พระเจ้าเซจงทรงใช้ปรึกษางานกับบัณฑิตจากบัณฑิตยสภา และสถานที่นี้พระเจ้าเซจงทรงใช้ประดิษฐ์อักษร ฮันคึล (Han-gul) ซึ่งเป็นอักษรเกาหลีที่ใช้กันในปัจจุบัน พระเจ้าเซจง นับเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ของเกาหลี พระองค์ประดิษฐ์ภาษาเขียนที่เรียกว่า ฮันคึล ประกอบด้วย พยัญชนะ 4 ตัว และสระ 10 ตัว ถัดไปก็เป็นอุทยานเคียงเฮวรู เป็นศาลาขนาดใหญ่ สองชั้น ศาลานี้ตั้งอยู่กลางสระบัวสวยงาม กษัตริย์ทรงใช้เป็นที่สำราญพระราชหฤทัยส่วนพระองค์และใช้ในโอกาสสำคัญเช่น พระราชทานเลี้ยงรับรองพระราชอาคันตุกะ เป็นต้น  

 

นอกจากนี้ ในเขตพระราชวังยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน (Folk Museum) ภายในจัดแสดงถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ขนบประเพณีต่าง ๆ และศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงประวัติความเป็นมา เรื่องความเชื่อและพิธีกรรม มีหุ่นแสดงพิธีกรรมต่าง ๆ  พิธีไหว้บรรพบุรุษ มีหุ่นเจ้าบ่าว เจ้าสาวในพิธีแต่งงาน ความเชื่อในเรื่องให้กำเนิดบุตรของชาวเกาหลีโบราณ กล่าวกันว่า บ้านใดมีลูกชายเกิดใหม่ต้องผูกพริกไทยและถ่านไว้หน้าบ้าน ถ้าเป็นลูกสาวให้ใช้ใบสนผูกไว้หน้าบ้านเช่นกัน เมื่อเด็กอายุ 1 ขวบพ่อแม่ก็จะเชิญญาติมิตรมารับประทานอาหารที่บ้าน อาหารที่สำคัญคือ แป้งตอก หรือขนมปังตอกและผลไม้ พร้อมกับมีข้าวถวายบรรพบุรุษ ส่วนเด็กก็จะแต่งตัวตามประเพณีอย่างสวยงาม นอกจากมีอาหารแล้ว สิ่งที่ขาดเสียไม่ได้เลยคือ ของที่จะนำมาให้เด็กเลือกจับ เช่น หนังสือ หีบเงิน ธนู และดินสอ ถ้าเด็กจับสิ่งใดก่อนแสดงว่าอนาคตจะเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กเลือกจับหนังสือ อนาคตก็จะได้เป็นข้าราชการ  เด็กเลือกจับหีบเงินอนาคตก็จะได้เป็นพ่อค้า  เลือกจับธนูจะเป็นทหาร หากเลือกจับดินสอก็จะเป็นนักปราชญ์

 

ส่วนสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของสงครามเกาหลีได้เป็นอย่างดีก็คือ พิพิธภัณฑ์สงคราม (War Memorial) ตั้งอยู่ใกล้ถนนอีแทวอน เป็นสถานที่จัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ในปี พ.ศ. 2493 ซึ่งประเทศไทยได้เคยส่งทหารไปช่วยเกาหลีใต้ร่วมรบในครั้งนี้ด้วย

 

วัดพงอันซา (Pong Un Sa Temple) ตั้งอยู่ใกล้สนามกีฬาโอลิมปิคส์ เป็นวัดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี เป็นที่ประดิษฐานของพระศรีอารยเมตตรัย สร้างจากหินแกรนนิตสูง 23 เมตร ทำการเบิกพระเนตรเมื่อ 27 มกราคม 2539 ในวันนั้นมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีมากถึงกว่า 15,000 คนเลยทีเดียว

 

ากต้องการมองเห็นทัศนียภาพของกรุงโซลแบบเต็ม ๆ ตาก็ต้องไปที่ภูเขานัมซาน ซึ่งมีหอคอย Seoul Tower มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 480 เมตร เมื่อขึ้นไปบนยอดหอคอย สามารถมองเห็นกรุงโซลได้รอบทิศทาง ตึกรามบ้านช่องต่าง ๆ  ส่วนตึกที่สูงที่สุดในโซลคือ Golden Tower หรือตึกทอง 63 ชั้น มีความสูง 264 เมตร เป็นตึกสีทองอร่ามตั้งตระหง่าน บนชั้นสูงสุดก็สามารถชมวิวกรุงโซลได้เช่นกัน ส่วนชั้นล่างนั้นเป็นห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ โรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร ร้านขายของมากมาย

 

ดิฉันพาท่านผู้อ่านเที่ยวในโซลมาพอสมควรแล้ว ทีนี่ก็มาว่ากันด้วยเรื่องของการช้อปปิ้ง โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี จะรู้สึกสนุกสนานมากกับการช้อปปิ้ง ทั้งของไม่แบรนด์เนม แบรนด์เนม และเลียนแบบแบรนด์เนม (ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องเช็คด้วยว่า pocket money พร้อมมั้ย) เริ่มกันที่ตลาดทงแดมุน (Tongdaemun Market) ตั้งอยู่ใกล้ประตูเมืองด้านทิศตะวันออก หรือ ประตูทงแดมุน (East Gate) คำว่า “ทง” แปลว่า ทิศตะวันออก ถ้ามาจากตึกทองก็ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น แต่เดิมเป็นตลาดพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงสร้างเป็นตึกอาคารที่ทันสมัย จำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยเฉพาะเสื้อวัยรุ่นทันสมัย ผ้าชิ้น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม กระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอ อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ คล้าย ๆ กับห้างมาบุญครองในบ้านเรา แฟชั่นเสื้อผ้าจะขายตามฤดูกาล ถ้าหน้าร้อนก็จะขายเสื้อยืด เสื้อเชิ้ตลำลอง ถ้าหน้าหนาวเขาจะขายเสื้อแจ๊คเก็ต เสื้อโค้ท ถุงมือ รองเท้าบู๊ธ สไตล์แบบยุโรปเลย ส่วนเรื่องราคานั้นต่อรองกันได้ พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ถ้าไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาเกาหลีกันได้ ก็ต้องสื่อสารด้วยภาษาเครื่องคิดเลขกันล่ะค่ะ

 

ถนนอิแทวอน (Itaewon Shopping Street) ตั้งอยู่ใกล้กับค่ายทหารอเมริกัน เป็นถนนยาวมีร้านค้าเรียงรายสองข้างทาง จำหน่ายสินค้าทุกชนิด เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง โดยเฉพาะพวกเครื่องหนังจะมีขายที่นี่หลายร้าน รวมทั้งสินค้าเลียนแบบแบรนด์เนม พ่อค้าแม่ค้าที่นี่ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ อาจเป็นเพราะอยู่ใกล้ค่ายทหารอเมริกัน และชาวต่างชาติมาเดินกันเยอะ นอกจากเป็นแหล่งช้อปปิ้งแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนด้วย เพราะมีผับ บาร์ ไนต์คลับ ดิสโก้เธค และภัตตาคารอยู่มากมาย

ส่วนย่านที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจมากอีกแห่งคือ ย่านอินซาดง เต็มไปด้วยร้านค้าเรียงรายจำนวนมาก มีทั้งร้านขายงานศิลปะเก่า  ศิลปะร่วมสมัย ร้านน้ำชาพื้นเมือง ร้านอาหาร ร้านหนังสือ โดยเฉพาะพวกเครื่องเคลือบ เครื่องปั้น ถ้วยโถโอชา ใครที่เป็นนักสะสมงานศิลปะละก็พลาดไม่ได้

           

            เอาล่ะค่ะในตอนที่ 1 นี้ ดิฉันพาท่านผู้อ่านเที่ยวในกรุงโซลเป็นส่วนใหญ่ กรุณาติดตามตอนที่ 2 ต่อไปนะคะ เพราะจะพาท่านไปเปลี่ยนบรรยากาศเที่ยวชมธรรมชาตินอกเมืองหลวงกันบ้าง และยังมีเรื่องราวน่าสนใจมาฝากอีกเยอะเลยค่ะ  สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ




ละไม ต่างแดน

10 อันดับ เมืองน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก
เมลเบิร์น ออสเตรเลีย article
เวียนนา (Vienna) ออสเตรีย
Munich Germany
Madagascar’s Seven Wonders
สิงคโปร์ ( SINGAPORE )
เซิ่นเจิ้น (Shenzhen)
Pulau Langkawi
ลาว บ้านพี่ เมืองน้อง
Amsterdam
มาเลเซีย มนต์เสน่ห์ไม่เคยจางหาย
NEWYORK CITY
ท่องเมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์
ประเทศเกาหลีใต้ ตอนที่ 2
Downunder ดินแดนแห่งซีกโลกใต้
มาเก๊า MACAU
เวียดนาม ตอนที่ 2
กำแพงเมืองจีน
เวียดนาม
YOKOSO JAPAN
โสมเกาหลี