ละไม มิวสิค
ละไม ไทยแลนด์
ละไม วาไรตี้
ละไม ต่างแดน
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา




วันเดียว เที่ยวนครปฐม+ราชบุรี

พระปฐมเจดีย์ – พระราชวังสนามจันทร์ – อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม                

 

เรื่อง / ภาพ   โดย นายสุขใจ

 

ตอนสายของวันเสาร์ ผมกับเพื่อนทีมงานละไมไทยแลนด์ ชวนกันร่วมทริปไปเก็บภาพสวยมาฝากท่านผู้อ่าน โดยออกเดินทางแบบสบาย ๆ ไม่รีบร้อนอะไร เพราะระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ จุดหมายของเราในวันนี้คือ อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม ที่จังหวัดราชบุรี แต่เรามีเวลาทั้งวัน ดังนั้นเราจึงตั้งใจแวะไปกราบองค์พระปฐมเจดีย์ และเข้าชมพระราชวังสนามจันทร์ ที่จังหวัดนครปฐม กันก่อน แล้วช่วงบ่ายค่อยไปอุทยานฯ

 

            เพื่อนผมทำหน้าที่เป็นสารถี ส่วนผมก็นั่งให้กำลังใจสารถีครับ เราขับรถมาทางพระบรมรูปรัชกาลที่ห้า สวนอัมพร ขึ้นสะพานพระรามแปดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วต่อด้วยถนนลอยฟ้าบรมราชชนนี ขับยาวมาเลยครับ แล้วมาลงที่พุทธมณฑล   เข้านครปฐม พอขับเข้าไปถึงในตัวเมืองแล้ว ผมก็มองเห็นองค์พระปฐมเจดีย์อยู่ไกล ๆ ตั้งเด่นเป็นสง่าสมกับเป็นโบราณสถานคู่บ้านคู่เมืองนครปฐมครับ

 

พระปฐมเจดีย์ เป็นพระสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูง 120.45 เมตร องค์พระสถูปเจดีย์องค์ปัจจุบันที่เราเห็นอยู่นี้มีอายุราว ๆ ร้อยปีเศษ สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แต่สร้างเสร็จในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และเป็นองค์ที่สร้างครอบองค์เดิมที่อยู่ภายในซึ่งมีอายุประมาณ 1,000-2,000 ปีแล้ว

 

พระปฐมเจดีย์ ตั้งอยู่ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก  วันที่ผมไปนั้น ผู้คนไม่ค่อยมากเท่าไร อาจเป็นเพราะในวันนั้นไม่ได้มีเทศกาลอะไร หรือไม่ได้จัดงานบุญงานกุศลอะไร แต่ก็ยังมองเห็นผู้คนชาวพุทธที่เลื่อมใสศรัทธา หอบลูกจูงหลานมากันเป็นครอบครัว เดินขึ้นบันไดเพื่อไปกราบองค์พระเจดีย์เพื่อเป็นสิริมงคล และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากันเป็นหมู่คณะ มาถ่ายรูป และชื่นชมในความวิจิตรอันทรงคุณค่าขององค์พระเจดีย์

 

อันที่จริง ก่อนที่พวกผมจะไปถึงวัดพระปฐมเจดีย์ พวกผมก็เห็นป้ายบอกทางไปวัดไผ่ล้อมแล้วล่ะ แต่ว่าวันนี้เราจะไปกันหลายที่ ก็เลยไม่ได้แวะ แต่ท่านผู้อ่านครับ หลังจากที่พวกเราออกจากวัดพระปฐมเจดีย์ แล้ว เราจะไปพระราชวังสนามจันทร์กันต่อ ไม่รู้เป็นไง เพื่อนผมมันขับรถวนไปวนมา เข้าซอยโน้นออกซอยนี้ จนมาผ่านหน้าวัดไผ่ล้อมจนได้ เหมือนมีอะไรมาดลใจว่า เมื่อพวกเรามาถึงที่นี่แล้ว ก็ต้องมากราบหลวงพ่อพูล วันนี้ก็เลยทำให้ผมกับเพื่อนได้เข้ามาทำบุญกราบขอพรจากหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม (ทางวัดได้จัดทำโลงแก้ว สำหรับร่างของหลวงพ่อ) เพื่อความเป็นสิริมงคล ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีครับ

 

เราเดินทางกันต่อไปยัง พระราชวังสนามจันทร์ อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยศิลปากร พอเห็นมหาวิทยาลัยศิลปากรก็เลี้ยวเข้าไปได้เลย แต่ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในลานจอดรถของ พระราชวังสนามจันทร์ ฝั่งตรงข้ามเป็น ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร มีงานศิลปะ ประติมากรรม อันงดงามอยู่หลายชิ้น ผมจึงแวะถ่ายรูปงานศิลปะสวย ๆ มาฝากท่านผู้อ่านด้วยครับ เรียบร้อยแล้วเพื่อนผมก็ขับรถเข้าไปจอดในลานจอดด้านนอก แล้วเดินเข้าไปยังพระราชวังสนามจันทร์ ภายในเขตวังเขาไม่อนุญาตให้รถของบุคคลภายนอกเข้าออก 

             

พระราชวังสนามจันทร์ (Sanam Chandra Palace) เป็นสถานที่สำหรับแปรพระราชฐานในโอกาสเสด็จฯ มาสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ และเพื่อประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)

            ภายในประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักต่าง ๆ  อาทิ

พระที่นั่งพิมานปฐม ซึ่งใช้เป็นที่ประทับ ที่ทรงพระอักษร ที่เสด็จออกขุนนาง ที่รับรองพระราชอาคันตุกะและออกให้ราษฎรเข้าเฝ้าฯ

            พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ มีลักษณะคล้ายปราสาท สถาปัตยกรรมแบบเรเนอซองส์ (Resnaissance)ของฝรั่งเศส ผสมผสานกับอาคารแบบฮาล์ฟ ทิมเบอร์ (Half Timbered)  ด้านหน้าของพระตำหนักชาลีฯ มีอนุสาวรีย์ย่าเหล สุนัขผู้มีความซื่อสัตย์และจงรักภักดี

                พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์  มีสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิคของทางตะวันตก มีทางเดินทำเป็นสะพานข้ามคูน้ำเชื่อมต่อกับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์    

พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์  สำหรับเป็นที่ออกงานสโมสรสันนิบาต เสด็จฯออกขุนนางเพื่อปรึกษาข้อราชการ และเป็นที่แสดงโขนละครต่าง ๆ

            เทวาลัยคเณศร์  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อเป็นศาลเทพารักษ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

 

พระราชวังสนามจันทร์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-16.00 น. โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ มีการแสดงนาฏศิลป์ไทยให้ชมอีกด้วย วันละ 1 รอบ เวลา 14.00 น. กรุณาแต่งกายสุภาพในการเข้าชมวังด้วยนะครับ

 

ผมรู้สึกอิ่มเอมใจเหลือเกิน หลังจากได้ชมสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงามและทรงคุณค่าเช่นนี้ เอาล่ะครับ เพื่อนผมมันสะกิดว่าชักหิวข้าวแล้ว ถ้างั้นผมขอพักหาอะไรใส่ท้องมื้อกลางวันกันก่อน 

 

ตอนบ่ายเราขับรถมาตามถนนเพชรเกษมออกจากนครปฐม  พอถึงสี่แยกบางแพ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป จะเห็น อุทยานฯ อยู่ทางขวามือ เรามาถึงโดยใช้เวลาซักครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้

 

อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม  (Siam Cultural Park)  พอย่างก้าวเข้าไปข้างใน สิ่งแรกที่สัมผัสได้เลย คือความร่มรื่นของแมกไม้นานาพันธุ์ บรรยากาศในวันที่พวกผมไปนั้น มีคณะนักเรียนหลายคณะ ซึ่งมาจากจังหวัดต่าง ๆ มากันเป็นคันรถบัสเลยครับ แล้วก็ยังมีครอบครัวพ่อแม่ลูกหลายครอบครัว เห็นแล้วก็น่าชื่นใจดีครับ

 

คุณปุ้ยและคุณจิ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ซึ่งนำเราชมอุทยานฯ ในวันนี้ เล่าให้ฟังว่า ที่นี่เปิดให้บริการมาได้ปีเศษแล้ว บริเวณอุทยานฯ แห่งนี้ เดิมเป็นป่าไม้เก่า (มิน่าล่ะ ที่นี่จึงร่มรื่นเพราะต้นไม้เยอะ) 80% เป็นต้นไม้เดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว อีก 20% ปลูกขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่เป็นต้นประดู่ ต้นสัตยาบรรณและพืชสมุนไพรอีกหลายชนิด ให้นักท่องเที่ยวชม เขาจัดเป็นสวนร่มรื่น  ระหว่างทางเดินเราจะได้ยินเสียงเพลงไทยคลาสสิค คอยขับกล่อมอยู่ตลอดเวลา และตามต้นไม้ใหญ่ จะมีคำขวัญวันเด็กปีต่าง ๆ ให้เราอ่านเพลิน ๆ

 

           

 

ทั้งสองท่าน นำเราไปที่ อาคารเชิดชูเกียรติเป็นอันดับแรก  ที่นี่นำเสนอรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง ทั้งหมด 10 ท่าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างคุณงามความดีในสังคม ยอมเสียสละตัวเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยรูปปั้นแต่ละท่านก็จะอยู่ในห้องทำงาน ที่ได้ถูกจำลองมาจากห้องทำงานในชีวิตจริงของแต่ละท่าน

           

ที่ถูกใจผมมากเลย คือที่นี่เขาไม่ใช้เชือกกั้นระหว่างหุ่นขี้ผึ้งกับผู้เข้าชม ทางอุทยานฯ บอกว่าถ้าใช้เชือกกั้นจะทำให้หุ่นขี้ผึ้งดูแล้วไม่มีชีวิตชีวา ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับ พอเราเดินเข้าไปในห้องแล้วเสมือนมีคนมานั่งทำงานจริง ๆ  แต่กระนั้น ทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขาก็ต้องคอยตรวจตราความเรียบร้อยอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีบางท่านซนไปนิด นำเอาปากกาออกจากมือหุ่นไปเขียนโน้นเขียนนี่เล่น ๆ หรือดึงหนวดของหุ่นบ้าง ยังไงก็ ขอล่ะครับ ผมว่าช่วยกันดูแลรักษาหุ่นขี้ผึ้งเหล่านี้ดีกว่า (ดูแต่ตา มืออย่าต้อง) กว่าจะสร้างขึ้นมาได้แต่ละท่าน ใช้เวลานานมากนะครับ เพื่อส่วนรวมจะได้มาชื่นชมกัน เหมือนอย่างพวกเราที่มาเที่ยวชมกันแล้วก็ได้รับความประทับใจกลับไป

 

           

 

ออกจากอาคารเชิดชูเกียรติ ทางเดินก็จะนำพาเราไปยัง ลานพระ 3 สมัย อยู่กลางแจ้ง มีองค์ประติมากรรมพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หล่อด้วยทองเหลืองและรมดำ จำนวน 3 องค์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของศิลปะพระพุทธรูปทั้ง 3 สมัย ได้แก่ สมัยกรุงศรีอยุธยา  สมัยสุโขทัย สมัยเชียงแสน

           

จากนั้น พวกเราก็เดินไปอีกโซนจนพบถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำนี้ เรียกว่า ถ้ำชาดก จำลองและจัดแสดงเรื่องราวพระเวสสันดรชาดก ตอนชูชกขอสองกุมาร บรรยากาศภายในถ้ำ จะค่อนข้างมืด แต่มีแสงไฟเป็นระบบอินฟาเรด คือพอมีคนเข้าไปดูที่หุ่น ไฟก็จะสว่างขึ้น พอคนเดินไปแล้วไฟก็จะดับลง เด็ก ๆ บางคน พอเห็นหุ่นชูชกซึ่งมีผิวหนังเป็นตะปุ่มตะป่ำเต็มตัว กลัวก็กลัวแต่ก็อยากเข้าไปดูใกล้ ๆ

           

เดินออกจากถ้ำชาดก ก็มาถึง บ้านสมุนไพร เรานั่งพักผ่อนกันที่นั่น และดื่มน้ำสมุนไพรเย็นๆ แก้กระหาย ทำให้สดชื่นขึ้นมาทันทีเลยครับ ถือเป็นการเบรกไปด้วยในตัว ที่นี่เขาจัดเป็นร้านขายของแบบสมัยโบราณเมื่อหลายสิบปีก่อน ผมเดินดูเห็นขนมและของเล่นเมื่อสมัยตอนเราเด็ก ๆ ก็รู้สึกดีใจ เพราะไม่ได้เห็นขนมและของเล่นเหล่านี้มานานมากแล้ว

 

           

 

พักจนหายเหนื่อยแล้ว เราไปต่อกันที่  โซนกุฎิพระสงฆ์ เป็นหมู่เรือนไทยแบ่งเป็นภาคต่าง ๆ  ภายในประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์ชื่อดังของแต่ละภาค ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของชาวพุทธ เลยไปหน่อยก็เป็น บ้านไทยสี่ภาค ทางอุทยานฯ ได้จำลองที่อยู่อาศัยของคนไทยตามลักษณะสถาปัตยกรรมของภาคต่าง ๆ มีหุ่นขี้ผึ้งจำลองวิถีชีวิตของคนไทยในแต่ละภาคด้วย

           

หลังจากชมบ้านไทยครบทั้งสี่ภาคแล้ว เราได้เบรกกันอีกครั้ง ดื่มกาแฟสดกันที่บ้านกาแฟสด และชมน้ำตก ที่จำลองมาจากน้ำตกไทรโยค จ.กาญจนบุรี นั่งดื่มกาแฟไป ดูน้ำตกไปเพลินดีครับ

           

จุดสุดท้ายเรามาที่ ลานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งจำลองมาจากงานประติมากรรมศิลปะราชวงศ์ซ้อง ประเทศจีน เป็นอันว่าวันนี้ คุณปุ้ยและคุณจิ พาผมกับเพื่อนทัวร์ซะทั่วอุทยานฯ เลย เหลือบมองดูนาฬิกาอีกที เกือบหกโมงเย็นแล้ว อุทยานฯ ใกล้จะได้เวลาปิดแล้วครับ ผมก็เลยถือโอกาสลาซะเลยเพราะรบกวนมาหลายชั่วโมงเต็มที

           

One Fine Trip ของผมกับเพื่อนวันนี้ ช่างคุ้มค่าจริง ๆ ครับ  อยากเชิญชวนท่านผู้อ่าน หาโอกาสไปเที่ยวกันบ้างนะครับ ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก พาครอบครัวที่น่ารักของท่าน เที่ยวแบบไปเช้า เย็นกลับ ตามคอนเซ็ป วันเดียวเที่ยวสนุก....

 

ขอขอบคุณ  : อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม  (Siam Cultural Park)

                    คุณปุ้ย คุณจิ ที่นำชมอุทยาน ฯ




ละไม ไทยแลนด์

ท่องทะเลตรัง สวรรค์อันดามัน
100 แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
กระบี่ กับ 10 แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
10 ความเป็นที่สุดในไทย
9 อัศจรรย์สมุทรปราการ
พระธาตุสี่เมืองอีสาน
10 หาดสวย ทะเลใส ไม่ไกลกรุง
อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม
มหัศจรรย์สีเขียว เที่ยวแม่ฮ่องสอน
โรแมนติก“ตรัง”
เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน
ไปแอ่วเจียงฮายกั๋น
12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน
12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน # 2
12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน # 3
พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร จังหวัดสุพรรณบุรี
แนะเที่ยวแนะชิม เส้นทาง Unseen มุกดาหาร article
ล่องแก่งน้ำเข็ก พิษณุโลก
ท่องเที่ยวหน้าฝน อุบลฯ - ศรีสะเกษ article
บึงกาฬ จังหวัดใหม่ กับ 10 สุดยอด
อันดามัน มุมมองทางอากาศ
หมู่เกาะสุรินทร์
เกาะรอก – เกาะลันตา
กระบี่ Miracle @ Krabi
มหัศจรรย์แม่น้ำโขง "สามพันโบก"
ปาย article
เมืองสามหมอก
ปางอุ๋ง ปลายฝนต้นหนาว 1.1 article
ปางอุ๋ง ปลายฝนต้นหนาว 1 article
ปายแห่งเมืองสามหมอก ...มนต์เสน่ห์ปลายฝนต้นหนาว ตอนที่ 2 article
10 อุทยานแห่งชาติทางทะเล น่าเที่ยว...ร้อนนี้
กระบี่ “ เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก”
เกาะลันตา จ.กระบี่ Part II
เกาะลันตา Part I
ไหว้พระธาตุประจำปีเสือ จ.แพร่
ยอดเขาโมโกจู อช.แม่วงก์
5 ทุ่งดอกไม้งามแห่ง...อีสานใต้
10 แหล่งท่องเที่ยวแนะนำ..หนาวนี้ article
วงรอบเชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน ความงดงามที่ไม่เปลี่ยนแปลง
เที่ยวกระบี่ สวยบาดตา....ราคาบาดใจ ตอนที่ 2
เที่ยวกระบี่ สวยบาดตา....ราคาบาดใจ ตอนที่ 1
อันดามันใต้ ตะรุเตา - อาดัง – ราวี – หลีเป๊ะ
หมู่เกาะสิมิลัน
เที่ยวแดนอีสานเหนือ หนองบัวลำภู-เลย
ผจญภัย หัวใจสีเขียว
4 วิธีเที่ยวไทย หัวใจประหยัดพลังงาน
เที่ยวตามทาง พัทยา - สัตหีบ
ผามออีแดง อช.เขาพระวิหาร
เมื่อลมหนาวมาเยือน ได้เวลาชมทะเลหมอก article
เกาะแก้วพิสดาร
ล่องแก่งป่าต้นน้ำ ที่อุ้มผางคี
สองล้อ...สองน่อง...ท่องอำนาจ
ทะเลสวย ที่กระบี่
สองวัน ที่โคราช
รับตะวันใหม่ก่อนใครในสยาม
ล่องแก่งน้ำเข็ก พิษณุโลก