ละไม มิวสิค
ละไม ไทยแลนด์
ละไม วาไรตี้
ละไม ต่างแดน
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา




มาเลเซีย มนต์เสน่ห์ไม่เคยจางหาย

ซาลามัท ดาตัง ( Salamat Datang )  ขอต้อนรับสู่ มาเลเซีย...

  

 

          “ซาลามัท ดาตัง” ( Salamat Datang ) เป็นคำกล่าวทักทายในภาษาเมเลย์ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติแปลว่า สวัสดี, ยินดีต้อนรับ ซึ่งแสดงถึงอุปนิสัยใจคอของชาวมาเลเซียที่เป็นมิตรกับผู้มาเยือน ผู้คนที่นี่ยังคงรักษาขนบประเพณีไว้อย่างดีและให้ความสำคัญกับทุก ๆ เทศกาล ทั้งเรื่องการแต่งกายที่สวยงามเป็นพิเศษ การเต้นรำ ฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน อาหารที่จัดเตรียมกันอย่างพิเศษสุดในวันเทศกาล แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง จะเห็นว่าในตัวเมืองนั้นมีอาคารสูง มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่นอกเขตเมือง ก็จะเห็นท้องทุ่งนา บ้านไม้แบบท้องถิ่น นับได้ว่าเป็นประเทศที่สามารถผสมผสานระหว่างความทันสมัย วัฒนธรรม และธรรมชาติได้อย่างลงตัว

 

          มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของไทย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหพันธ์มาเลเซีย ซึ่งประกอบไปด้วย 13 รัฐ อันได้แก่ รัฐปะริส, เคดะห์, ปีนัง, เปรัค ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือ รัฐซะลังงอร์, เนกรี เซมบีลัน อยู่ภาคกลาง รัฐกลันตัน, ตรังกานู, ปะหัง อยู่ภาคตะวันออก และรัฐมะละกา, ยะโฮร์ อยู่ทางภาคใต้ ส่วนอีก 2 รัฐ คือรัฐซาบาห์และซาราวัค อยู่บนเกาะบอร์เนียวที่ติดกับประเทศบรูไน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบแนวผจญภัย และเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะที่นี่มีทั้งดินแดนป่าเขาลำเนาไพร รวมทั้งโลกใต้ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ให้นักผจญภัยได้ค้นหา

 

          มาเลเซียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทั้งภาษา เชื้อชาติ และวัฒนธรรม แต่ก็ผสมกลมกลืนกันได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว หากท่านผู้อ่านเดินอยู่ในมาเลเซียจะพบปะกับผู้คนถึง 3 เชื้อสายด้วยกัน คือเชื้อสายมาเลย์ (หรือชาวมลายู) ซึ่งมีถึง 57% หรือกว่าค่อนประเทศ เชื้อสายจีน และอินเดีย นอกนั้นก็จะเป็นชาวซิกข์ พวกชนกลุ่มน้อยหรือชนพื้นเมืองซึ่งกระจายอยู่ตามรัฐต่าง ๆ

 

          เรื่องความหลากหลายของเชื้อชาตินั้นก็ดูจะคล้าย ๆ กับประเทศสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์นั้นชนเชื้อสายจีนจะมีมากกว่าเชื้อสายมาเลย์และอินเดีย มาถึงตอนนี้ก็ขอเล่าย้อนไปในอดีตกันสักนิดนึง แต่เดิมมาเลเซียและสิงคโปร์ก็รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ โดยใช้เกาะสิงคโปร์เป็นฐานทางการค้าให้กับบริษัทของชาวอังกฤษ ต่อมาสิงคโปร์ก็ได้รวมกลุ่มกับประเทศที่มีบริเวณเป็นทางผ่านมีลักษณะเป็นช่องแคบ เช่น ปีนัง มะละกา เพื่อความสะดวกในเรื่องการเดินเรือสินค้าของอังกฤษ แต่ด้วยความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ เชื้อชาติ ศาสนา สิงคโปร์จึงได้แยกตัวออกเป็นอิสระและประกาศเป็นสาธารณรัฐสิงคโปร์เมื่อพ.ศ.2508

 

          กัวลาลัมเปอร์ ( Kuala Lumpur) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า KL ชื่อนี้แปลความหมายว่า “ ดินโคลน ”  ก่อตั้งในปี 1857 ในอดีตบริเวณนี้เป็นหมู่บ้านใกล้กับเหมืองแร่ และเป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำแกลง และแม่น้ำก็อมบัค ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของมาเลเซียที่มีความทันสมัยไฮเทคมากเมืองหนึ่งของโลก และได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เป็นศูนย์กลางการค้าขาย การเงินการธนาคารของประเทศ และมีกิจกรรมบันเทิง รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ถึงแม้จะมีการเจริญเติบโตของอาคารสิ่งปลูกสร้างยุคใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังคงหลงเหลือมรดกทางสถาปัตยกรรมแบบแขกมัวร์ท้องถิ่นซึ่งมีให้เห็นอยู่ทั่วเมือง

 

          ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers) เป็นตึกฝาแฝดที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี เนื่องจากเคยถูกบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊คว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงถึง 452 เมตร 88 ชั้น สร้างโดยวิศวกรชาวอเมริกันซึ่งดีไซน์แบบ 5 Pillars of Islam โดยถือหลักที่ว่าอิสลามิกชนต้องสวดมนต์ 5 ครั้งต่อวัน รวมเวลาในการก่อสร้างทั้งหมด 2 ปี เจ้าของตึกนี้คือบริษัทน้ำมันเปโตรนาส ที่จัดว่าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในมาเลเซีย เมื่อเราขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 41 จะมีสะพานที่เชื่อมต่อกันระหว่างสองตึกหรือที่เรียกว่า Sky Bridge เพื่อชื่นชมทัศนียภาพของเมืองได้อย่างเต็มตา ที่สำคัญเสริมสร้างความหวาดเสียวได้ไม่ใช่น้อย นอกจากนี้ยังมีแกลลอรี่ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า “ เปโตรไซน์ ” เป็นที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียมของมาเลเซีย ภายในตึกนี้ยังมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ชื่อ KLCC  รวบรวมสินค้าแฟชั่นยี่ห้อดัง ๆ ไว้ให้นักช้อปปิ้งช้อปกันเพลินแบบ Non stop เลยทีเดียว

 

          หอสูง เค แอล ( KL Tower )  ที่มีความสูง 421 เมตรสร้างอยู่บนเนินเขาชื่อ บูกิต นามัส ขึ้นไปชั้นบนมีกล้องไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวส่องจุดชมวิวทิวทัศน์รอบเมืองหลวง และยังมีภัตตาคารแบบหมุนได้รอบ 360 องศา โดยเฉพาะอาหารบุฟเฟต์มื้อเย็นจะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวอย่างมาก

 

          จัตุรัสเมอร์เดก้า (Merdeka Square) หรือจะเรียกว่า “ ลานเอกราช ” ก็ย่อมได้ ความโดดเด่นของที่นี่ คือ เป็นที่ตั้งของเสาธงที่สูงที่สุดในโลกสูงประมาณ 100 เมตร มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือ แต่เดิมผืนธงที่โบกไสวอยู่นั้นเป็นธงอังกฤษ แต่ได้ถูกลดลงเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2500 ซึ่งถือเป็นวันที่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ แล้วได้นำธงมาเลเซียขึ้นโบกไสวสู่ยอดเสาแทน


           อาคารสุลต่าน อับดุล ซามัด
อยู่ตรงกันข้ามกับ Merdeka Square อาคารแห่งนี้ก่อสร้างเมื่อปี 1897 ในสมัยก่อนเคยเป็นอาคารปกครองของอังกฤษ แต่ปัจจุบันกลายเป็นอาคารศาลสูงสุดของมาเลเซีย  เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองกัวลาลัมเปอร์ เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้เลยและต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ยิ่งตอนกลางคืนจะสว่างไสวไปด้วยดวงไฟประดับประดาอย่างสวยงาม นับเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความวิจิตรสวยงามมาก

 

 

 

 

          เดินทางออกไปนอกเขตเมืองหลวงทางทิศใต้ประมาณ 25 กิโลเมตร ขอแนะนำเมืองปุตราจายา ซึ่งเป็นเมืองปกครองใหม่ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองในสวนสวย มีรูปแบบเขตเมืองที่สร้างโดยการวางแผนผังอย่างดี การออกแบบนวัตกรรมเมืองยังคงเก็บรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ เสน่ห์ของที่นี่คือ สวนพฤกษชาติ ทะเลสาบปุตราจายา และพื้นที่ชุ่มน้ำปุตราจายา สถานที่อีกแห่งที่น่าสนใจคือ อาคารที่ทำงานของนายกรัฐมนตรีมัสยิดปุตราจายา ที่มีหลังคาสีชมพู และชมสถาปัตยกรรมอันงดงามของสะพานรอบปุตราจายา

  

 

          เกาะปีนัง แหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่อันโด่งดังมีชื่อเสียงมาช้านาน จนได้ชื่อว่า “ ไข่มุกแห่งตะวันออก ” ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของมาเลเซียฝั่งคาบสมุทร แต่ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์ในแบบท้องถิ่นเฉพาะของชาวปีนัง อีกทั้งยังรวบรวมภาพสะท้อนของทางตะวันตกและตะวันออกได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นแบบอาคารบ้านเรือน ร้านค้า อาหาร ขนบธรรมเนียม และชีวิตความเป็นอยู่ ในอดีตการเดินทางจากแผ่นดินใหญ่มายังเกาะปีนังมีวิธีเดียว คือต้องนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากมา แต่ปัจจุบันสามารถขับรถข้ามสะพานปีนัง ซึ่งมีความยาวที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียมาได้อย่างสะดวกสบาย

 

           เกาะปีนัง ก่อตั้งเมื่อปี 1786 โดยกัปตันฟรานซิส ไลต์ จากบริษัทอาณานิคมเก่าของอังกฤษที่อินเดียและปากีสถาน โดยมีการผสมผสานของชนชาติและวัฒนธรรม อีกทั้งเป็นบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดในช่องแคบของอังกฤษ มีเมืองหลวงชื่อ “ จอร์จทาวน์ ” ซึ่งตั้งตามพระนามของ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ ที่นี่ยังมีความสำคัญในเรื่องการเป็นท่าเรือเก่าแก่สำหรับเติมชื้อเพลิงแก่เรือสินค้าที่ผ่านไปมา เป็นศูนย์กลางการค้าขายพวกเครื่องเทศ ชา และฝ้าย จากจีนและอินเดีย

 

          ถนนหนทางบนเกาะปีนังส่วนใหญ่จะคับแคบและคดเคี้ยว แต่ในความคดเคี้ยวนั้นจะมีร้านขายธูป ร้านทำเส้นหมี่ ร้านขายงานศิลปะเก่าแก่แทรกตัวอยู่ รวมทั้งร้านอาหารอร่อย ๆ ในแบบท้องถิ่น หลาย ๆ คนยอมรับกันว่า ปีนัง เป็นเมืองที่มีอาหารอร่อยที่สุดเมืองหนึ่งในมาเลเซีย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ บนเกาะปีนังได้โดยนั่งรถสามล้อแบบท้องถิ่น ซึ่งผู้โดยสารนั่งด้านหน้าได้ 2 คน ส่วนคนขี่สามล้ออยู่ด้านหลัง และนั่นก็เป็นมนต์เสน่ห์ของเกาะปีนังที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลงไหลอย่างไม่เสื่อมคลาย

 

          อันที่จริงแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในมาเลเซียนั้นมีอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบศึกษาศิลปวัฒนธรรม อย่างมะละกานี่ก็ถือเป็นนครแห่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของมาเลเซียเลยทีเดียว

ที่นี่จะมีโบราณสถาน สถาปัตยกรรมแบบยุโรปโบราณหลายแห่ง เช่น หมู่บ้านชาวโปรตุเกส  ป้อม เอ.ฟาโมซา โบสถ์คริสต์ต่าง ๆ เนื่องจากมะละกาเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวโปรตุเกสในปีค.ศ.1511 และดัทช์ในปีค.ศ.1641 ต่อมาก็อังกฤษในปีค.ศ.1824

 

          มะละกา เคยเป็นท่าเรือที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยก่อน เพราะตั้งอยู่ระหว่างช่องแคบของมะละกา ก่อตั้งโดยกษัตริย์ชาวสุมาตราพระนามว่า ปาราเมสวารา ที่นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่มะละกา จนเป็นที่รู้จักกันในนาม “ เวนิสตะวันออก ” และยังเป็นศูนย์กลางการค้าขายเครื่องเทศในแถบนี้

 

          นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถสามล้อท้องถิ่น เที่ยวชมรอบเมืองมะละกา ซึ่งยังมีกลิ่นอายแห่งศิลปะดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด มีร้านขายของเก่า แกลลอรี่ขายของที่ระลึก เมืองมะละกานั้นขึ้นชื่อในเรื่องเมืองแห่งพิพิธภัณฑ์ มีหลายแห่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์อินดิเพนเดนท์ เมโมเรียล (Indipendent Memorial Museum ) ได้รวบรวมจัดเก็บเอกสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของอาณานิคมมลายา จนได้รับอิสรภาพเป็นประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน

 

          พิพิธภัณฑ์ เกี่ยวกับทะเล ที่สร้างจำลองเป็นรูปเรือรบของชาวโปรตุเกสที่มีขนาดใหญ่มหึมา ชื่อว่า “ โฟลร่าเดอลามาร ” ที่จมหายไปในมหาสมุทร เดินเข้าไปภายในจะมีการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติการเดินเรือตั้งแต่ราชอาณาจักรของสุลต่านมะละกาจนถึงสมัยอาณานิคมของโปรตุเกส

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม  เป็นพระราชวังโบราณสมัยมะละกา สุลต่านเน็ทที่สร้างขึ้นใหม่อย่างประณีต ที่ชวนให้หวนรำลึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ของมะละกา

พิพิธภัณฑ์บาบา-ญวนย้า  ตั้งอยู่บนถนนตุนตันชงล็อก เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เรื่องราวบรรพบุรุษชาวบาบาญวนย้า ซึ่งเกิดจากการแต่งงานกันระหว่างชาวจีนกับชาวมลายูท้องถิ่น ที่นี่ยังได้รวบรวมข้าวของเครื่องใช้โบราณต่าง ๆ อาทิ เครื่องเรือน เครื่องปั้นดินเผา เสื้อผ้าของชาวบาบาญวนย้าแท้ ๆ มาไว้ที่นี่


           แต่ถ้าจะให้ครบสูตรจริง ๆ  ท่านผู้อ่านน่าจะลองชิมอาหารญวนย้า ที่รสชาติโดดเด่นในเรื่องเครื่องเทศต่าง ๆ ผสมผสานกับอาหารแบบชาวจีน หรือลองทานอาหารโปรตุเกส ที่นี่ก็ขึ้นชื่อมากทีเดียว รับรองไม่ผิดหวังแน่ครับ

 

          ท่านผู้อ่านครับ พื้นที่ของผมหมดซะแล้วล่ะครับ ที่กล่าวมาข้างต้น ผมแค่ยกตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในมาเลเซียมาฝากแบบพอสังเขปนะครับ ที่จริงผมก็อยากพูดถึงเกาะลังกาวี ซึ่งเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ในแต่ละปีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกจำนวนมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยครับ แต่เอาเป็นว่าผมขอยกไปกล่าวในตอนถัดไปก็แล้วกันครับ

 

การท่องเที่ยวมาเลเซีย สำนักงานประเทศไทย

อาคารลิเบอร์ตี้ สแควร์  ถนนสีลม  กรุงเทพฯ

Tel. 0-2631 1994-6

ภาพ : wikipedia.org




ละไม ต่างแดน

10 อันดับ เมืองน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก
เมลเบิร์น ออสเตรเลีย article
เวียนนา (Vienna) ออสเตรีย
Munich Germany
Madagascar’s Seven Wonders
สิงคโปร์ ( SINGAPORE )
เซิ่นเจิ้น (Shenzhen)
Pulau Langkawi
ลาว บ้านพี่ เมืองน้อง
Amsterdam
NEWYORK CITY
ท่องเมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์
Visit Korea
ประเทศเกาหลีใต้ ตอนที่ 2
Downunder ดินแดนแห่งซีกโลกใต้
มาเก๊า MACAU
เวียดนาม ตอนที่ 2
กำแพงเมืองจีน
เวียดนาม
YOKOSO JAPAN
โสมเกาหลี