ละไม มิวสิค
ละไม ไทยแลนด์
ละไม วาไรตี้
ละไม ต่างแดน
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา




มาเก๊า MACAU

ความกลมกลืนที่ผสานอย่างลงตัวของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก

 

          ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงได้ยินชื่อเสียงของ “ มาเก๊า ” เป็นอย่างดีมานานแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของเมืองที่มีบ่อนคาสิโนระดับโลก แต่ในวันนี้ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองมาทำความรู้จักกับมาเก๊าให้มากกว่าเพียงแค่เป็นเมืองแห่งการพนัน เพราะปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต่างรู้จักมาเก๊าเป็นอย่างดีในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม และแหล่งรวมความสนุกความบันเทิง อีกทั้งอาหารเลิศรสอันหลากหลายที่มาเก๊ามีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างพร้อมสรรพ

          ด้วยความที่มาเก๊าเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมสุดแสนคลาสสิคในแบบโปรตุเกสบ้างจีนบ้างผสมผสานกัน ตามถนนหนทางอาคารบ้านเรือนเราจะได้พบกับศิลปวัฒนธรรมของโลกตะวันตกผสานกับโลกตะวันออกได้อย่างกลมกลืนและลงตัว จนเหมือนมนต์สะกดสายตาของนักท่องเที่ยวให้ต้องมองและถ่ายรูปสถานที่ต่าง ๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก

 

          เพราะเหตุใดศิลปวัฒนธรรมของโปรตุเกสจึงมีอิทธิพลต่อมาเก๊า  ต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ชาวโปรตุเกสได้ชื่อว่าเป็นนักเดินเรือเพื่อแสวงหาอาณานิคมที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ วันหนึ่งนักสำรวจชาวโปรตุเกสได้เข้าไปติดต่อสร้างสัมพันธไมตรีกับจีน นับแต่นั้นมาชาวจีนกับชาวโปรตุเกสจึงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เรียกได้ว่ามาเก๊าเป็นดินแดนแห่งแรกที่ชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาตั้งรกรากในดินแดนตะวันออกไกล จนในปีค.ศ.1533 ทหารเรือชาวโปรตุเกสได้ทำสนธิสัญญากับเจ้าเมืองกวางตุ้งว่า หากโปรตุเกสสามารถปราบพวกโจรสลัดและเข้ายึดเมืองที่โจรสลัดครอบครองไว้ได้สำเร็จ จีนจะยอมให้โปรตุเกสเข้ามาทำการค้าขาย และแล้วในที่สุดโปรตุเกสก็สามารถยึดครองเมืองมาเก๊ามาจากโจรสลัดได้สำเร็จจริง ๆ จึงทำให้โปรตุเกสเข้ามาสร้างอาณานิคมอยู่ในมาเก๊า พร้อมทั้งแต่งตั้งข้าหลวงใหญ่เข้ามาปกครอง แต่อย่างไรก็ตามโปรตุเกสก็ให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวมาเก๊าอย่างเต็มที่ อีกทั้งได้สร้างความเจริญรุ่งเรือง จนมาเก๊ากลายเป็นเมืองท่าแห่งการค้าขายที่สำคัญในเอเชีย รวมเวลาที่มาเก๊าอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสเป็นเวลากว่า 400 ปี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมของโปรตุเกสได้แทรกซึมเข้ามาในวิถีชีวิตของชาวมาเก๊าจวบจนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถาปัตยกรรมของสิ่งปลูกสร้าง ภาษา อาหารการกินต่าง ๆ จนในที่สุดปีค.ศ.1999 โปรตุเกสได้ส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับจีนเจ้าของเดิม ปัจจุบันมาเก๊ามีสถานะเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน โดยใช้หลักการปกครองที่เรียกว่า “ หนึ่งประเทศ สองระบบ ” เช่นเดียวกับฮ่องกงนั่นแหละครับ


          มาเก๊ามีพื้นที่เป็นเกาะ
ประกอบด้วยคาบสมุทรมาเก๊าซึ่งเชื่อมต่อกับจีน เกาะไทปา เกาะโคโลอาน และพื้นที่ถมทะเลโคไท รวมทั้งหมด 28.2 ตารางกิโลเมตร  ประชากรมีประมาณเกือบ 470,000 คน  สกุลเงินที่ใช้เรียกว่า ปาตากาส์ (MOP$) ฟังดูอาจไม่ค่อยคุ้นหูกับหน่วยเงินตรานี้ใช่มั๊ยครับ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เพราะค่าสกุลเงิน ปาตากาส์ ของมาเก๊าผูกติดกับเงินดอลลาร์ฮ่องกง ดังนั้นนักท่องเที่ยวสามารถใช้เงินดอลลาร์ฮ่องกงหรือดอลลาร์สหรัฐ จับจ่ายซื้อของในมาเก๊าได้ทั่วไปครับ ส่วนภาษาที่ใช้ทางราชการมีทั้งภาษาจีนและภาษาโปรตุเกส แต่ชาวมาเก๊าส่วนใหญ่จะพูดภาษากวางตุ้งกันในชีวิตประจำวัน สำหรับนักท่องเที่ยวก็สามารถพูดภาษาอังกฤษเวลาซื้อของตามร้านค้า โรงแรม หรือร้านอาหารต่าง ๆ ได้เหมือนกับทางฮ่องกงครับ

 

           ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ครับว่า สถานที่ต่าง ๆ ในเขตเมืองเก่าของมาเก๊านั้นจัดเป็นแหล่งมรดกโลกไปเรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 นับเป็นมรดกโลกแห่งที่ 31 ของจีน เนื่องจากเขตเมืองเก่ามีถนน ตรอก ซอกซอยที่เชื่อมโยงกับจตุรัส โบราณสถานอันทรงคุณค่ากว่า 20 แห่ง

 

 

ผมขออนุญาตหยิบยกมากล่าวเป็นตัวอย่างพอสังเขปนะครับ

          วัดอาม่า ( A-Ma Temple ) หรือ บ้างก็เรียก “ ศาลเจ้าแม่ทับทิม ”  ตั้งอยู่บริเวณบาร์รา สแควร์ เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุด สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายให้กับ “ อาม่า ” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ มาเก๊า” ตามตำนานเล่าว่า “ อาม่า ” มีพระนามเดิมว่า “ หลิงม่า ” หญิงสาวชาวฟูเจี้ยน วันหนึ่งเธอต้องการข้ามฝั่งมายังคาบสมุทรดอกลิลลี่ขาว จึงขอโดยสารมากับเรือลำเล็ก ๆ ของชาวประมงคนหนึ่ง ระหว่างที่ล่องเรืออยู่กลางทะเล เกิดมีพายุขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้เรือหลายลำต้องอับปาง แต่ด้วยปาฏิหาริย์ในคำสั่งฟ้าของหลิงม่า ทำให้เรือที่เธอโดยสารมา เข้าถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย ทันทีที่หลิงม่า ก้าวเท้าขึ้นสู่ฝั่ง เธอก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าและหายลับไป ชาวประมงทั้งหลายต่างเชื่อกันว่าเธอ คือ องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล นับแต่นั้นมาดินแดนแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่า “อ่าวของ อาม่า” หรือ “อา-หม่า-เกา” ที่เพี้ยนเสียงมาเป็น “มาเก๊า” ในปัจจุบัน ภายในวัดอาม่า มีศาลเจ้าและก้อนหินขนาดใหญ่แกะสลักเป็นรูปเรือสำเภา เป็นสัญลักษณ์ว่า ณ บริเวณนี้เป็นจุดแรกที่ อาม่า ได้ก้าวย่างขึ้นสู่ดินแดนมาเก๊า

 

 

 

           จตุรัสลีเลา ( Lilau Square ) เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวโปรตุเกสยุคแรก ๆ ที่เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในมาเก๊า  น้ำจากใต้ดินบริเวณลีเลานี้เคยเป็นแหล่งน้ำจืดธรรมชาติที่สำคัญซึ่งชาวโปรตุเกสดั้งเดิมได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนี้  และในย่านนี้ยังแวดล้อมด้วยอาคารโดยรอบ ส่วนใหญ่เป็นพวกอพาร์ตเม้นท์สถาปัตยกรรมแบบโปรตุเกสโบราณ

 

 

 

 

 

 

          จตุรัสเซนาโด้ ( Senado Square ) เป็นย่านช้อปปิ้งที่มีทัศนียภาพสวยงามคลาสสิคในแบบโปรตุเกส เอกลักษณ์อันโดดเด่นคือพื้นถนนที่ปูลาดด้วยกระเบื้องเป็นลวดลายลอนคลื่น เปรียบเสมือนคลื่นทะเลซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติที่มาของมาเก๊า ที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้ามากมาย ทั้งของถูก ของแพง แบรนด์เนม และไม่แบรนด์เนม เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับแฟชั่นทุกแบบทุกสไตล์ ขนมของกินต่าง ๆ รับรองว่าหากท่านมาที่นี่ต้องอดใจไม่ไหวที่จะต้องควักเงินในกระเป๋าออกมาซื้อของฝากกลับไปอย่างแน่นอน

 

 

 

           พูดถึงเรื่องเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ถึงแม้มาเก๊าจะเป็นเขตปกครองเล็ก ๆ แต่ก็ไม่น้อยหน้าใคร เพราะเขามีโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสิ่งทออยู่หลายร้อยแห่ง เพื่อผลิตเสื้อผ้าส่งออกไปยังประเทศในแถบยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย  ส่วนสินค้าแบรนด์เนมของที่นี่ก็มีขายกันทุกแบรนด์ แล้วราคาก็ไม่แพงมาก หรือต้องการเสื้อผ้าราคาประหยัด คุณภาพดี ไม่ตกเทรนด์ มาเก๊าก็มีให้ท่านช้อปปิ้งกันอย่างจุใจ

 

 

 

         
          ใกล้กับย่านเซนาโดนี้ มีโบสถ์ที่ได้รับการยกย่องว่ามีศิลปกรรมทางศาสนาที่งดงามมากแห่งหนึ่ง ชื่อโบสถ์เซนต์ดอมินิค
(St. Dominic ) ภายในจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ไว้มากมายกว่า 300 ชิ้น อาทิ เครื่องประดับ คัมภีร์โบราณ รูปปั้นทองคำ ภาพวาดต่าง ๆ เกี่ยวกับทางศาสนา เหล่านี้นับเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่หาชมได้ยาก

 

 

 

 

 

 

          สิ่งที่ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองมาเก๊าคือ ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล  ใครที่ได้ไปเยือนมาเก๊า พลาดไม่ได้ที่จะต้องไปชมความวิจิตรงดงามของลวดลายศิลปะด้วยตาตัวเอง อันที่จริงโบสถ์เซนต์ปอลถูกสร้างขึ้นเมื่อค.ศ.1602-1604 โบสถ์แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นโรงเรียนสอนศาสนาให้กับชาวตะวันตกหรือเรียกได้ว่าเป็นร่องรอยหลักฐานมหาวิทยาลัยแบบตะวันตกแห่งแรกของตะวันออกไกล ต่อมาเมื่อ 173 ปีที่ผ่านมาเคยเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ จนทำให้โบสถ์เซนต์ปอลเหลือเพียงแต่บานประตูและบันไดทางเข้าที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น ในราวค.ศ.1991 โบสถ์แห่งนี้ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน โดยได้สร้างพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาไว้ด้านหลังของซากโบสถ์ ซึ่งรวบรวมอุปกรณ์ในการประกอบพิธีทางศาสนาและภาพเขียนเกี่ยวกับทางศาสนา หลุมฝังศพของบาทหลวงผู้ก่อตั้งโบสถ์แห่งนี้ โครงกระดูกของชาวเวียดนามและญี่ปุ่นที่เสียชีวิตจากเกิดเหตุเพลิงไหม้โบสถ์ในครั้งอดีต ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเขตเมืองเก่าและเป็นแหล่งมรดกโลกที่ผมยกตัวอย่างคร่าว ๆ เท่านั้นครับ เพราะยังมีอีกหลายต่อหลายแห่งที่ผมไม่ได้กล่าวถึงแต่ยังรอคอยการไปเยี่ยมเยือนของนักท่องเที่ยวครับ

 

 

           อีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึก ก็คือ รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม รูปปั้นที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ในเขตเมืองใหม่ที่มีความสง่างามมาก ประดิษฐานอยู่บนดอกบัว ภายในฐานของรูปปั้นได้จัดบริเวณไว้ให้ประชาชนมานั่งสมาธิ และเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมา รวมทั้งขั้นตอนการก่อสร้าง รูปปั้นองค์นี้ทางโปรตุเกสเขาสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในโอกาสที่ชาวโปรตุเกสส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับจีน ทุกวันนี้ชาวมาเก๊ามักจะมาเดินเล่นกินลม นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจกันบริเวณนี้เพื่อมารำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของมาเก๊าด้วย

 

 

 

          มาเก๊า ทาวเวอร์ ( Macau Tower ) อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแหล่งมรดกโลกแต่อย่างใดนะครับ แต่จัดเป็นกิจกรรมบันเทิงที่น่าสนใจ หอคอยมาเก๊านี้ มีความสูงถึง 338 เมตร นับเป็นหอคอยที่มีความสูงเป็นอันดับ 8 ของเอเชีย และ อันดับ 10 ของโลกเลยทีเดียว ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบนามวาน ภายในทาวเวอร์มีทั้งศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร ห้องประชุมสัมมนา ซึ่งสามารถชมวิวทิวทัศน์ของมาเก๊าในแบบพาโนรามาได้อย่างเต็มตา และยังมีกิจกรรมท้าทายความสามารถอีกหลายรูปแบบมายั่วยวนให้หนุ่มสาวทั้งหลายได้ประลองความมันส์บนหอคอยสูงกันอีกด้วย เช่น การเดินรอบนอกของหอคอยบนความสูง 216 เมตร และ 233 เมตร (Skywalk และ Skywalk X)  การกระโดดจากหอคอยลงสู่เบื้องล่างโดยมีสลิงคอยยึดไว้ ( Sky Jump ) หรือการปีนขึ้นบนจุดสูงสุดของหอคอย (Mast Climb) เป็นต้น

 

 

 

          ถ้ามาพูดกันถึงวิถีชีวิตประจำวันของชาวมาเก๊า เขานิยมมาจับจ่ายซื้อข้าวของกันที่ไหน ก็เห็นจะเป็น ตลาดนัดเรด มาร์เก็ต ( Red Market ) นี่แหละครับ เพราะที่นี่มีครบทุกอย่างทั้งของกินของใช้ พวกหมู เห็ด เป็ด ไก่ ผัก ผลไม้ รวมไปถึง เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ของตกแต่งบ้าน เครื่องกระเบื้องเคลือบ ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

          ส่วนเรื่องอาหารการกิน ผมว่าถ้าใครไปเที่ยวมาเก๊าต้องน้ำหนักตัวขึ้นอย่างแน่นอนเลยครับ เพราะที่นี่อาหารการกินสมบูรณ์มากและมีให้เลือกหลากหลายชนิดอีกด้วย มาเก๊ามีอาหารประจำชาติที่เรียกว่า “ อาหารแมคกานีส (Macanese) ” เป็นอาหารที่นำเอารสชาดความอร่อยของหลาย ๆ ชาติมาผสมผสานกัน ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา อเมริกาใต้ ปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศนานาชนิด จัดแต่งหน้าตาของอาหารในสไตล์ยุโรป ส่วนขั้นตอนในการรับประทานอาหารแมคกานีส ก็เหมือนการทานอาหารยุโรปครับ โดยเริ่มต้นที่ Appetizer พวกขนมปังและซุปซึ่งก็มีทั้งน้ำใสและน้ำข้นเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อน ต่อด้วย Main course อาหารจานหลัก พวกเนื้อสัตว์ และดื่มไวน์กลั้วคอเพื่อเพิ่มรสชาด ตามด้วยขนมของหวาน บางคนหลังจากของหวานก็ปิดท้ายด้วยชา/กาแฟร้อน ขอบอกนะครับว่า อาหารแมคกานีส นี้จะหาทานได้ที่เดียวในโลกคือ มาเก๊า

 

 

          การเดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ ในมาเก๊าก็แสนสะดวกสบายครับ มีทั้งรถประจำทางปรับอากาศที่วิ่งให้บริการอยู่ทั่วไป ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปสนามบิน เกาะไทปา หรือเกาะโคโลอานก็โดยสารรถประจำทางไปได้ครับ ถ้าไม่มั่นใจจริง ๆ จะเรียกแท็กซี่ก็ได้ครับเพื่อความสะดวก แท็กซี่ที่นี่เป็นระบบมิเตอร์ แต่หากท่านมีพวกกระเป๋าสัมภาระที่ต้องเอาไว้ท้ายรถล่ะก้อ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มค่าขนสัมภาระนะครับเหมือนในยุโรป แต่ถ้าเป็นแท็กซี่บ้านเราใส่กระเป๋าสัมภาระจนกระโปรงรถปิดไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเสียแต่ค่าโดยสารอย่างเดียว หากต้องการเดินทางแบบชิล ชิล ผมว่ารถสามล้อน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ ถือเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของมาเก๊า รถสามล้อส่วนใหญ่จะมีให้บริการในตัวเมือง บริเวณท่าเรือ หรือจะนั่งรถสามล้อชมรอบเมืองก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง ค่าบริการอยู่ที่ประมาณ 150 ปาตากาส์ต่อชั่วโมงครับ

 

          ช่วงเวลาที่น่าไปเยือนมาเก๊ามากที่สุด น่าจะเป็นเดือนตุลาคม ถึงธันวาคมครับ เพราะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง อากาศกำลังพอดี ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนมกราคม ถึงมีนาคม ส่วนเดือนเมษายนถึงกันยายน อากาศร้อนอบอ้าว บางครั้งมีฝนตกและบางวันมีพายุไต้ฝุ่นอาจไม่สะดวกต่อการเดินทางท่องเที่ยว ดังนั้นทางที่ดีหากจำเป็นต้องเดินทางในช่วงนี้ควรตรวจสอบสภาพอากาศให้ดีก่อนนะครับ

 

           ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของมาเก๊าครับ หากจะให้กล่าวอย่างครบถ้วนคงไม่หมดแน่ ผมว่าท่านผู้อ่านลองไปสัมผัส “ มาเก๊า เมืองลูกผสมแห่งสองศิลปวัฒนธรรม ” ด้วยตัวท่านเองดีกว่าครับ แล้วจะรู้ว่ามาเก๊า ไม่ได้เป็นแค่เมืองแห่งการพนันเท่านั้น แต่เป็นแหล่งรวมทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมของทั้งยุโรปและเอเชียเข้าไว้ด้วยกันจนหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียว แล้วยังผนวกกับความบันเทิง ผสมกับความสมัยไฮเทคเข้าไปอีก อย่างนี้แล้ว ผมว่า มาเก๊า เป็นอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับวันหยุดพักผ่อนของท่านผู้อ่านครับ


ขอบคุณ 
การท่องเที่ยวมาเก๊า

ชั้น 8  อาคารมณียาเซ็นเตอร์, 518/5 ถ.เพลินจิต กรุงเทพฯ 10330

โทร. 0-2255 5989

 

ละไมไทยแลนด์ดอทคอม กันยายน 51



ละไม ต่างแดน

10 อันดับ เมืองน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก
เมลเบิร์น ออสเตรเลีย article
เวียนนา (Vienna) ออสเตรีย
Munich Germany
Madagascar’s Seven Wonders
สิงคโปร์ ( SINGAPORE )
เซิ่นเจิ้น (Shenzhen)
Pulau Langkawi
ลาว บ้านพี่ เมืองน้อง
Amsterdam
มาเลเซีย มนต์เสน่ห์ไม่เคยจางหาย
NEWYORK CITY
ท่องเมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์
Visit Korea
ประเทศเกาหลีใต้ ตอนที่ 2
Downunder ดินแดนแห่งซีกโลกใต้
เวียดนาม ตอนที่ 2
กำแพงเมืองจีน
เวียดนาม
YOKOSO JAPAN
โสมเกาหลี