ละไม มิวสิค
ละไม ไทยแลนด์
ละไม วาไรตี้
ละไม ต่างแดน
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา




เวียดนาม ตอนที่ 2

                                                 

           " ซินจ่าว "  ครับท่านผู้อ่าน ผมมาอยู่เวียดนามสองวันแล้ว ก็พยายามทักทายผู้คนด้วยคำว่า " ซินจ่าว " เป็นภาษาเวียดนาม แปลว่า " สวัสดี "  ยังไงก็ต้องถือสุภาษิตที่ว่า " เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม "

 

            เมื่อตอนที่แล้ว ผมได้เดินทางจากฮาลองกลับมายังฮานอยอีกครั้งมาถึงก็สัก 4 – 5 โมงเย็นพอดี จึงยังพอมีเวลาเดินเล่นอยู่กลางกรุงฮานอยได้อีก เพราะโปรแกรมต่อจากนี้ หลังอาหารค่ำแล้ว ผมจะไปชมการแสดงเชิดหุ่นกระบอกน้ำ หรือ Water Puppet Show

 

             ฮานอย บ้างก็เรียกว่าเป็น เมืองแห่งสันติสุข “ City of Peace “  เวียดนามอยู่ใกล้กับจีน และเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมากว่า 90 ปี จนซึมซับวัฒนธรรมบางส่วนมาด้วยโดยเฉพาะทางด้านสถาปัตยกรรม สังเกตเห็นตึกรามบ้านช่องที่นี่จะมีทั้งสามรูปแบบ คือ แบบฝรั่งเศส, จีน, และเวียดนาม บ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ก็เอาไว้ค้าขายลักษณะจะเป็นตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์เหมือนบ้านเรา แต่ที่ดูแปลกตาคือ อยู่ตึกแถวเดียวกันแท้ ๆ แต่บางบ้านก็ปลูกชั้นเดียว, 2 ชั้นบ้าง, 3 ชั้นบ้าง บ้านไหนที่ปลูก 3 ชั้นสูงกว่าเขาเพื่อนก็จะเห็นว่าเขาทาสีแต่เฉพาะด้านหน้าของตัวตึก ส่วนด้านข้างไม่ได้ทาสีปล่อยให้เห็นสีของปูนซะงั้น เพราะเขาคิดว่าด้านหน้าบ้านให้สวยเข้าไว้ ส่วนด้านข้างไม่เป็นไร แล้วอีกอย่างถ้าทาสีหมดทั้งบ้านก็เท่ากับว่าบ้านหลังนั้นสร้างเสร็จแล้วก็จะเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ

 

   

 

            แต่สิ่งที่น่าจะถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของใจกลางกรุงฮานอยเลย คือ สภาพท้องถนนที่มีรถราวิ่งกันขวักไขว่ โดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์ ผมว่ามีเยอะยิ่งกว่าบ้านเราเสียอีก เคยมีคนสำรวจสถิติบอกว่า คน 1 คนมีรถมอเตอร์ไซค์ถึง 1 คันครึ่ง รวมทั้งเสียงบีบแตรรถ ซึ่งมีให้ฟังกันทั้งวันและทุกวัน ดังนั้น เวลานักท่องเที่ยวเดินข้ามถนนล่ะก้อ ต้องระวังและตั้งสติให้ดีครับ เพราะรถที่นี่เขาไม่ได้หยุดให้คนข้าม คนจะข้ามถนนก็ข้ามไป ส่วนรถก็วิ่งกันไป คนข้ามต้องคอยดูจังหวะในการข้ามถนนเอาเองครับ แต่ข้อสำคัญที่ไกด์สาวของเราบอกก็คือ เวลาข้ามถนน อย่าทำยึกยัก ลังเล เดี๋ยวเดินหน้า เดี๋ยวถอยหลัง อย่างนี้ไม่ได้ครับ มันอันตราย ควรเดินหน้าอย่างเดียว เพียงแต่ดูจังหวะให้ดี รถเขารู้ว่าเราจะข้ามถนน เขาก็จะชะลอความเร็วลงให้ เพราะฉะนั้น เวลาข้ามถนนที่ฮานอย ต้องพกความมั่นใจใส่กระเป๋ามาด้วยครับ

 

             ที่พิเศษอีกอย่างหนึ่ง ทางคณะเขาจัดให้พวกผมได้นั่งรถสามล้อถีบ หรือ “ ซิโคล่ “ เพื่อชมตึกรามบ้านช่อง ตัวเมืองฮานอย เป็นอีกบรรยากาศหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวครับ

 

          

          สามล้อพาผมไปถนนหลาย ๆ สาย ผ่านห้างสรรพสินค้า ผ่านย่านเมืองเก่าถนน 36 สาย ซึ่งเป็นถนนช้อปปิ้งสินค้าต่าง ๆ มากมายหลายชนิด ทั้งรองเท้า เสื้อผ้า ของที่ระลึก ฯลฯ พาไปชมโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในฮานอย และสามล้อก็ไปส่งผมที่ จุด Countdown 1,000 ปี หมายถึง เมืองหลวงฮานอย อีก 2 ปีก็จะมีอายุครบ 1,000 ปี และจุด Countdown ตรงนี้ก็มีป้ายไฟที่บอกว่าเหลืออีกกี่วันจะครบ 1,000 ปี ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเป็นอย่างมาก

 

 

 

 

 

            จากจุด Countdown ผมเดินไปที่บริเวณทะเลสาบคืนดาบ (Sward Lake) หรือ ทะเลสาบโฮอันเกียม ชื่อนี้มีที่มาจากตำนานว่า พระเจ้าหลีไทโต แห่งราชวงศ์เล ผู้ก่อตั้งกรุงฮานอยเป็นราชธานี ได้ดาบวิเศษมาจากเต่าตัวหนึ่ง พระองค์นำดาบนั้นเป็นอาวุธในการต่อสู้กับกองทัพจีนแล้วได้ชัยชนะ จึงได้รับอิสรภาพจากการปกครองของจีน แล้วพระองค์ได้นั่งเรือไปในทะเลสาบเพื่อคืนดาบให้กับเต่าตัวนั้น และเต่าก็มาคาบดาบคืนไปจากพระองค์แล้วกลับหายไปในทะเลสาบ ซึ่งที่นี่ชาวเวียดนามมักจะมาเดินเล่นเพื่อออกกำลังกาย นั่งพักผ่อน เพราะมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม มีสะพานไม้สีแดงสดที่ทอดยาวข้ามไปยังเกาะหยก สะพานไม้แห่งนี้ที่เรามักจะเห็นอยู่ตามรูปภาพ หรือ โปสการ์ดต่าง ๆ นั่นแหละครับ แล้วผมก็ได้เข้าไปนมัสการสิ่งศักดิ์ภายในวัดหง็อกเซิน ซึ่งเป็นวัดโบราณเก่าแก่ และมีเต่าขนาดยักษ์ที่ถูกสต๊าฟเอาไว้อายุกว่าพันปี ที่ชาวเวียดนามถือว่านี่แหละคือเต่าศักดิ์สิทธิ์

 

 

 

 

         ผมใช้เวลาอยู่กลางกรุงฮานอยมาพอสมควรแล้วครับ ได้เวลานัดหมายเพื่อไปรับประทานอาหารค่ำกันแล้ว หลังอาหาร พวกผมก็จะไปชม การแสดงเชิดหุ่นกระบอกน้ำ (Water Puppet Show) ของคณะ Thang Long ซึ่งเป็นคณะเก่าแก่และมีชื่อเสียงมาก การแสดงเริ่มต้นด้วยการเล่นดนตรีพื้นเมือง และเดี่ยวพิณสายเดียว บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวเวียดนาม ทำเกษตรกรรม ทำการประมง และวัฒนธรรมประเพณี ไปจนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์มงคล 4 ชนิด ได้แก่  เต่า, มังกร, กิเลน, หงส์

 

 


 

 

 

 

           การเชิดหุ่นกระบอกน้ำมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชี ในอดีต ยามว่างจากการทำนาหรือทำประมง ชาวบ้านจะมาเชิดหุ่นกระบอกน้ำกันที่แม่น้ำแดง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของฮานอย ผู้เชิดหุ่นกระบอกน้ำจะแช่ตัวอยู่ในน้ำแล้วเชิดหุ่นกระบอกตามจังหวะเพลง ซึ่งหุ่นบางตัวมีน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม และผู้เชิดแต่ละคนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี จึงมีลีลาการเชิดทั้งหุ่นคนและสัตว์ได้งดงามพลิ้วไหวราวกับหุ่นมีชีวิต และยังสอดแทรกแก๊กตลกขำขันอีกด้วย ซึ่งได้รับเสียงปรบมือชื่นชมจากคนดูอย่างกึกก้อง หลังจากจบการแสดงแล้ว ทุกคนเดินอมยิ้มออกมาด้วยความอิ่มเอม และมีความสุข

 

   

    

 

           เช้าวันที่สามของผม มีโปรแกรมเดินทางไปเมืองนิงห์บิงห์  ระยะทาง 180 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงจากฮานอย ในอดีตเป็นที่ตั้งเมืองหลวงในราชวงศ์ดินห์ ชาวเมืองนิงห์บิงห์มีฐานะค่อนข้างยากจน การท่องเที่ยวของเมืองนี้ คือ การล่องเรือกระจาด ลักษณะเหมือนเรือหางยาว นักท่องเที่ยวนั่งได้ลำละ 2 คน มีคนพายเรือ 2 คน รวมเป็น 4 คนต่อลำ เส้นทางการล่องเรือชมทัศนียภาพของทุ่งนาข้าวเขียวขจี ภูเขาหินที่เรียงรายสุดสายตา จนได้รับการกล่าวขานว่า ที่นี่คือ " ฮาลองบก "

 

          มื้อกลางวัน ต้องแนะนำให้ลองลิ้มชิมเมนู “แพะภูเขา” นับเป็นอาหารจานเด็ดของที่นี่ วิธีรับประทานเขาจะมีแผ่นแป้งบาง ๆ ใส ๆ เหมือนแผ่นปอเปียะ แล้วตักเนื้อแพะภูเขาที่ผัดปรุงรสมาแล้วเรียบร้อย ผักสดเป็นเครื่องเคียง ห่อแผ่นปอเปียะ แล้วลำเลียงเข้าปากรับประทาน อืม ! เนื้อแพะอร่อยนุ่มลิ้นได้ใจจริง ๆ ครับ มีผักสดและแผ่นแป้งมาประกอบกันทำให้รสชาดกำลังดี ไม่เลี่ยน และที่สำคัญไม่มีกลิ่นสาบด้วยครับ ซึ่งระหว่างทางล่องเรือ คนพายเรือยังชี้ให้ผมดูแพะภูเขาเลย ผมเห็นอยู่ 2 ตัว อาศัยอยู่บนหน้าผาของภูเขา นี่ดีนะครับที่เขาพาผมไปทานมื้อกลางวันก่อน แล้วค่อยมาล่องเรือ ไม่อย่างนั้น ผมคงทานแพะภูเขาไม่ลงแน่ ๆ

 

           บ่ายแก่ ๆ ผมออกจากนิงห์บิงห์กลับมายังฮานอย รับประทานอาหารค่ำ แล้วไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับยังกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรที่รักของผม เป็นอันว่า ทริป 3 วัน 2 คืนในเวียดนามของผมเสร็จสิ้นแล้วครับ แต่ที่ติดใจอีกอย่างหนึ่งที่ผมยังไม่ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง คือ สับปะรด ครับ ซึ่งมีรสชาติหอม หวาน  กรอบอร่อยมาก เรียกว่า พันธุ์น้ำผึ้ง ผลขนาดเล็กนิดเดียว เวลารับประทานเขาจะปอกเปลือกออกแล้วเหลือแกนเอาไว้สำหรับจับแล้วรับประทานเลย เหมือนทานอ้อยควั่นอย่างนั้นเลยครับ ไม่เหมือนของบ้านเราสับปะรดจะผลใหญ่กว่า เวลารับประทานจะปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ พอคำ สับปะรดที่นี่เขาขาย 4 ผล (ปอกเปลือก ใส่ถุงก๊อบแก๊บ แล้วผูกหูถุงไว้) ราคา 20,000 ด่อง หรือประมาณ 50 บาท หากท่านไปเวียดนามเมื่อใด อย่าลืมแวะชิมสับปะรดพันธุ์น้ำผึ้ง นะครับ รับรองว่าจะติดใจเหมือนผมครับ

 

พบกันใหม่โอกาสหน้า ขอบคุณและสวัสดีครับ....

เรื่อง / ภาพ  โดย  ละไมไทยแลนด์ดอทคอม




ละไม ต่างแดน

10 อันดับ เมืองน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก
เมลเบิร์น ออสเตรเลีย article
เวียนนา (Vienna) ออสเตรีย
Munich Germany
Madagascar’s Seven Wonders
สิงคโปร์ ( SINGAPORE )
เซิ่นเจิ้น (Shenzhen)
Pulau Langkawi
ลาว บ้านพี่ เมืองน้อง
Amsterdam
มาเลเซีย มนต์เสน่ห์ไม่เคยจางหาย
NEWYORK CITY
ท่องเมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์
Visit Korea
ประเทศเกาหลีใต้ ตอนที่ 2
Downunder ดินแดนแห่งซีกโลกใต้
มาเก๊า MACAU
กำแพงเมืองจีน
เวียดนาม
YOKOSO JAPAN
โสมเกาหลี