ReadyPlanet.com
dot dot




เวียดนาม

                                                   

          ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่ระยะหลังสัก 4 – 5 ปีมานี้ บูมมากในเรื่องของการท่องเที่ยว ก็เห็นจะเป็นเวียดนาม นี่ล่ะครับ เพราะลงตัวไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ไม่แพงนัก ระยะทางก็ไม่ไกล นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปถึงสนามบินนานาชาตินอยไบของเวียดนาม ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง เรามีเวลาสัก 3 วัน 2 คืน ก็ไปเที่ยวเวียดนามได้แล้ว แถมข้อสำคัญสำหรับนักช้อปตัวยง ก็สบายกระเป๋าด้วย เพราะช้อปปิ้งที่นั่นถูกมาก โดยเฉพาะถ้าเราไปซื้อสินค้าหรือของทีระลึกตามตลาดนัดก็สามารถต่อรองราคากันได้ในราคาที่น่าพอใจ

 

          ผมไปเวียดนามคราวนี้ ถ้าเทียบกับเมื่อ 7 – 8 ปีก่อนแตกต่างกันมากครับ บ้านเมืองดูหนาแน่นขึ้น และนักท่องเที่ยวก็เพิ่มมากขึ้นด้วย อาจเป็นเพราะมีสายการบินเปิดเที่ยวบินให้บริการมากขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เวียดนามเพิ่งเปิดประเทศมาได้ 22 ปี นับได้ว่าระยะหลังนี้ เขาปรับตัวให้เข้ากับโลกในยุคปัจจุบันได้รวดเร็วมากครับ

 

           ก่อนอื่นผมขออนุญาตเกริ่นนำข้อมูลประเทศเวียดนามสักพอสังเขปนะครับ ประเทศเวียดนามตั้งอยู่ใจกลางทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศหนึ่งในเอเชียที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีความสวยงามทางด้านลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขา ทางตอนเหนือของประเทศติดกับจีน ทางทิศตะวันตกติดกับลาวและกัมพูชา ทิศตะวันออกและทิศใต้ติดกับทะเลตะวันออก(East Sea) และมหาสมุทรแปซิฟิก

 

          รูปร่างของประเทศเวียดนามเป็นเหมือนรูปตัว “ S “   มีส่วนโค้งออกในช่วงตอนกลางของประเทศ หากเราวัดระยะทางความยาวของประเทศจากจังหวัดที่อยู่เหนือสุดคือ Ha Giang จนถึง จังหวัดที่อยู่ใต้สุดคือ Ca Mau มีระยะทางประมาณ 1,650 กิโลเมตร รวมพื้นที่ทั้งหมด 329,241 ตารางกิโลเมตร

 

           ลักษณะภูมิอากาศ อยู่ในเขตมรสุมตะวันออกและมีความชื้นสูง ทางตอนเหนือในช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 29 - 30 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวประมาณ 17 องศาเซลเซียส  ส่วนทางตอนใต้ เช่น โฮจิมินห์ซิตี้ สภาพอากาศไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก อุณหภูมิทั่วไปโดยเฉลี่ยประมาณ 27 องศาเซลเซียส 

 

           ส่วนประชากรมีประมาณ 89 ล้านคน 54 ชนเผ่า เผ่าที่ใหญ่ที่สุดก็คือ เผ่าเวียด มีประมาณ 90 % ของจำนวนประชากรทั้งหมด และเป็นที่มาของชื่อประเทศเวียดนาม แต่ละชนเผ่ามีภาษาและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

 

           ส่วนเรื่องของศาสนาที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวเวียดนามนั้น ที่จริงแล้ว ไม่มีศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ แต่ศาสนาพุทธก็ถือว่าเป็นศาสนาหลัก ๆ ที่คนนับถือกันแพร่หลาย รองลงมาก็ศาสนาคริสต์ ลักษณะความเป็นอยู่ดำเนินไปแบบเรียบง่าย ชาวเวียดนามแต่งงานเร็ว ผู้หญิงอายุประมาณ 20–21 ปี ก็แต่งงานแล้ว ส่วนผู้ชายแต่งงานอายุประมาณ 28 ปี

 

          ผมอยู่ในเวียดนามคราวนี้ 3 วัน 2 คืนครับ และเลือกไปเฉพาะไฮไลท์สำคัญ ๆ ของเวียดนาม อ้อ ! เกือบลืมบอกไปว่า เวลาในเวียดนามใช้เวลาเดียวกันกับในประเทศไทย ดังนั้นไปถึงที่นั่นไม่ต้องปรับนาฬิกาเลยครับ

 

          ผมเดินทางไปถึงสนามบินนอยไบ กรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศ ในตอนเช้า โดยมีไกด์สาวชาวเวียดนามที่พูดภาษาไทยได้คล่องปรื๋อมารอรับ แล้วพาผมเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองฮานอย ที่จริงแล้ว ระยะทางจากสนามบินมาตัวเมืองเพียง 26 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 – 50 นาที เนื่องจากที่นี่เขาจำกัดความเร็วของการขับขี่ครับ คือประมาณ 40 – 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าบนทางด่วนก็ 60 – 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นจะไปไหนก็ต้องเผื่อเวลาไว้เยอะ ๆ ก็จะดีครับ

 

 

 

         

 

          โปรแกรมแรกของผมเริ่มด้วยการเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญของราชการ นั่นคือ จัตุรัสบาดิงห์ ณ บริเวณนี้เราสามารถถ่ายรูป ทำเนียบประธานาธิบดี ได้อย่างสวยงาม ซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้นทรงโคโลเนียลแบบฝรั่งเศส ทาสีเหลืองเข้ม ตั้งอยู่โดดเด่นเป็นตระหง่าน อาคารแห่งนี้มีอายุร้อยปีเศษ ในอดีตเป็นที่ทำการผู้สำเร็จราชการของประเทศต่าง ๆ ในแถบอินโดจีน และยังเคยเป็นที่ทำงานของท่านโฮจิมินห์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันใช้ที่เป็นต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของประเทศ

 



 

 

 

          สุสานโฮจิมินห์  ลักษณะศพของท่านอยู่ในโรงแก้ว ในสภาพเกือบ 100% ถูกรักษาอย่างดีด้วยการอาบน้ำยาซึ่งเป็นวิทยาการจากรัสเซีย ท่านโฮจิมินห์เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ.1890  ระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านได้สร้างคุณงามความดีให้แก่ประเทศไว้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการรวบรวมเวียดนามเหนือและใต้เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว จนต่อมาท่านป่วยและเสียชีวิตลงในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1970 และในวันนี้ก็ถือเป็นวันชาติเวียดนามอีกด้วย เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน นอกจากนี้ทางรัฐบาลได้สร้างสุสานอันยิ่งใหญ่ที่รักษาสภาพศพของท่านเอาไว้อย่างดี เพื่อให้ผู้ที่มีความศรัทธาในตัวท่านได้เข้ามาเคารพศพของท่านจนถึงทุกวันนี้

 

          บ้านพักของท่านโฮจิมินห์  หรือ บ้านลุงโฮ  เป็นบ้านไม้ทั้งหลังแบบเรียบง่าย ไม่หรูหรา ซึ่งท่านเป็นผู้ที่รักความสมถะเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย  บ้านชั้นบนเป็นที่พักอาศัย, ห้องนอน, ห้องทำงาน ส่วนชั้นล่างลักษณะเป็นใต้ถุนบ้านแบบโปร่งสบาย มีโต๊ะไว้สำหรับประชุมงาน ท่านพักอาศัยในบ้านหลังนี้ระหว่างปี ค.ศ.1958 - 1969

 

          วัดเสาเดียว ลักษณะเป็นเก๋งจีนหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัว เป็นที่สักการะเจ้าแม่กวนอิมอันศักดิ์สิทธิ์ ชาวเวียดนามเชื่อกันว่า ใครที่อยากมีลูกให้มาขอกับท่านแล้วจะได้ดังประสงค์

 

          บ่ายวันนี้ ผมเดินทางออกจากฮานอยเพื่อไปยังฮาลอง ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ  แต่ผมต้องใช้เวลาเดินทางถึง 3 ชั่วโมงเศษ ๆ ครับ เนื่องด้วยการจำกัดความเร็วในการขับขี่นั่นแหละครับ แต่ทิวทัศน์สองข้างทางในระหว่างการเดินทาง มองไปแล้วรู้สึกถึงความสบายตาของท้องทุ่งนาสีเขียวขจี ต้นข้าวกำลังออกรวง สลับกับวิถีชีวิตและลักษณะบ้านที่อยู่อาศัยของผู้คนแถวนั้น ทำให้ผมเพลิดเพลินไปกับการนั่งรถกว่า 3 ชั่วโมงโดยไม่เบื่อเลย  ทุ่งนาข้าวในเวียดนามปลูกในหลายพื้นที่ แม้แต่ในเมืองหลวงกรุงฮานอย เส้นทางจากสนามบินนานาชาติมายังตัวเมืองยังมีนาข้าวให้เห็นอยู่เยอะ ชาวเวียดนามรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก วันไหนเบื่อข้าวก็มี “ เฝอ หรือ ก๋วยเตี๋ยวเวียดนาม “ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ก็เหมือนบ้านเราล่ะครับ ไม่ทานข้าวก็ทานก๋วยเตี๋ยว ที่เวียดนามนี่หาเฝอทานได้ง่ายมาก ครับไปที่ไหนก็มีร้านขายเฝอ

 

          และแล้วผมก็มาถึง ฮาลอง ตอนค่ำ ๆ  คืนนี้ผมพักที่ฮาลอง 1 คืน แน่ะล่ะครับ ท้องผมตอนนี้โหยหาอาหารใส่ท้องเป็นอย่างมากครับ แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยครับ เนื่องจากเมืองนี้อยู่ติดทะเล ค่ำนี้ที่ฮาลอง ผมจึงได้ลิ้มรสอาหารทะเลสดอร่อย มีทั้งปู, กุ้ง, หอยตลับผัด, ต้มยำในแบบฉบับเวียดนามซึ่งรสชาติออกจืด ๆ และไม่เผ็ด ไม่แซบเหมือนของบ้านเรา และที่ขาดเสียไม่ได้เลยคือ ผัดผักครับ อาหารเวียดนามมีรสชาติออกจืด ๆ ไม่เผ็ด ไม่เค็ม ไม่จัดจ้านเหมือนอาหารไทย ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบล่ะครับ บ้างก็ว่า ที่เวียดนามอาหารอร่อย บ้างก็ว่าอาหารที่บ้านเราอร่อยกว่า

 

          หลังจากอิ่มท้องแล้ว ผมออกมาเดินเล่นย่อยอาหารที่ตลาดกลางคืน ( Night Market ) ซึ่งตั้งอยู่แถว ๆ โรงแรมที่ผมพักพอดี ตลาดแห่งนี้ขายของที่ระลึกพื้นเมืองมากมายให้เลือกซื้อกันครับ มีทั้งตุ๊กตาที่ทำจากไม้ เป็นรูปสาวเวียดนาม, หมู, ม้า, สัตว์มงคลของเวียดนาม และอื่น ๆ หรือจะเป็นเสื้อผ้า ชุดอ๋าวหญ่าย (ชุดประจำชาติเวียดนาม), เสื้อยืดที่มีสัญลักษณ์ของเวียดนาม ราคาไม่แพง ต่อรองได้ และที่ตลาดแห่งนี้ พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่พูดภาษาไทยได้ และรับเงินไทยด้วยครับ นั่นแสดงถึงว่านักท่องเที่ยวไทยมาเที่ยวที่นี่กันเป็นจำนวนมาก

 

 

 

           วันที่สองของการเดินทาง เป็นโปรแกรมล่องเรือชมฮาลองเบย์ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญของที่นี่ เมื่อถึงท่าเรือ มีนักท่องเที่ยวเนืองแน่น เพื่อรอคิวขึ้นเรือ ลักษณะของเรือที่ใช้ล่องนั้นเป็นเรือขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้ภายในเรือมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งชมทัศนียภาพระหว่างล่องเรือ มีพนักงานบริการอยู่บนเรือพร้อม  เมื่อทุกคนขึ้นเรือเรียบร้อยแล้ว สักครู่เรือก็ออกเดินทางนำเราชมความสวยงามของฮาลองเบย์ ซึ่งเป็นเกาะใหญ่น้อยรูปร่างต่าง ๆ รวมแล้วกว่า 1,900 เกาะ ที่เรียงรายสลับซับซ้อนเสมือนม่านเกาะราวกับภาพวาดของศิลปินเอก จนได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและมีคุณค่าทางธรณีวิทยา ตั้งแต่ ค.ศ.1994 พื้นที่ฮาลองเบย์มีทั้งหมด 1,533 ตารางกิโลเมตร แต่พื้นที่ส่วนที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง คือ 463 ตารางกิโลเมตร  นอกจากมีเกาะแก่งสวยงามแล้ว ยังมีถ้ำต่าง ๆ ให้เที่ยวชมระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะถ้ำด่งเทียนกุง เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำประดับประดาไปด้วยแสงไฟนีออนสีต่าง ๆ  ประกอบกับหินงอกหินย้อยที่มีรูปทรงแปลกตาต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการ วันที่ผมไปนั้น มีนักท่องเที่ยวไปเยือนถ้ำแห่งนี้กันหนาตา แต่ถึงอย่างไรก็ไม่รู้สึกอึดอัด เนื่องจากภายในถ้ำมีโพรงระบายอากาศ ซึ่งผมว่าเวลาที่เราอยู่ในถ้ำอากาศจะเย็นกว่าอยู่ข้างนอกถ้ำด้วยซ้ำเพราะวันนั้นแดดเปรี้ยงมากเลยครับ เราใช้เวลาอยู่ภายในถ้ำประมาณ 40 นาที ก็ล่องเรือกลับเข้าสู่ฝั่ง และรับประทานอาหารกลางวันแบบซีฟู้ดบนเรือ พร้อมกับชื่นชมทิวทัศน์ระหว่างทางขากลับด้วย

 

          หลังจากล่องเรืออ่าวฮาลองเบย์ แล้ว ช่วงบ่ายผมก็เดินทางกลับเข้าสู่เมืองฮานอยอีกครั้ง

 

          ท่านผู้อ่านครับ ผมต้องขออนุญาตเบรก ตอนที่ 1 ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน เอาเป็นว่า เชิญติดตามกันต่อกับเวียดนาม ตอนที่ 2 นะครับ  ว่าผมไปพบเจออะไรอีกบ้างที่ฮานอย วันนี้ไปก่อนแล้ว “ สวัสดีครับ “


เรื่อง / ภาพ โดย 
ละไมไทยแลนด์ดอทคอม




ละไม ต่างแดน

10 อันดับ เมืองน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก
เมลเบิร์น ออสเตรเลีย article
เวียนนา (Vienna) ออสเตรีย
Munich Germany
Madagascar’s Seven Wonders
สิงคโปร์ ( SINGAPORE )
เซิ่นเจิ้น (Shenzhen)
Pulau Langkawi
ลาว บ้านพี่ เมืองน้อง
Amsterdam
มาเลเซีย มนต์เสน่ห์ไม่เคยจางหาย
NEWYORK CITY
ท่องเมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์
Visit Korea
ประเทศเกาหลีใต้ ตอนที่ 2
Downunder ดินแดนแห่งซีกโลกใต้
มาเก๊า MACAU
เวียดนาม ตอนที่ 2
กำแพงเมืองจีน
YOKOSO JAPAN
โสมเกาหลี



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เลขทะเบียนพานิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ 0101553420020 © copyright In Siam Travel Co., Ltd. 2003 All Rights Reserved © copyright Lamaithailand 2007 All Rights Reserved
บริษัท อินสยาม พลัส จำกัด In Siam Plus Co., Ltd.
78/371 ซอยพหลโยธิน 54/1 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220
โทร. 08 6970 8319, 0 2974 6330 โทรสาร. 0 2974 9524 E-mail : info@lamaithailand.com